0
Cart
เข้าสู่ระบบ | ลงทะเบียน

ปัญหาต้อกระจก แก้ไขได้

โดย พญ.ชญาตา เหลี่ยมศิริเจริญ

วันที่โพสต์ 12 กุมภาพันธ์ 2020

โดย พญ.ชญาตา เหลี่ยมศิริเจริญ

วันที่โพสต์ 12 กุมภาพันธ์ 2020

มองไม่ชัดหรือตามัว เป็นอาการเด่นของโรคต้อกระจก ซึ่งเป็นภาวะเลนส์ตาขุ่น ทำให้การมองเห็นภาพมัวลง ซึ่งภาวะต้อกระจกพบได้ทั่วไปในผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป โดยมักเป็นต้อกระจกระยะเริ่มต้น ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อการมองเห็น แต่เมื่อเวลาผ่านไป เลนส์แก้วตาขุ่นมากขึ้นเรื่อยๆอย่างช้าๆ นานเป็นปี จนเริ่มบดบังการมองเห็นในที่สุด

อาการของต้อกระจก

เนื่องจากการขุ่นของเลนส์ตาจะเป็นไปอย่างช้าๆ นานเป็นปี ทำให้ตาค่อยๆมัวลงช้าๆ โดยไม่มีอาการตาแดงหรือเจ็บปวด การมองเห็นจะลดลงเมื่ออยู่ในที่ที่แสงไม่เพียงพอ เหมือนมองผ่านหมอกหรือกระจกที่ขุ่น ต้อกระจกบางชนิดจะทำให้ตามัวลงเมื่ออยู่กลางแจ้งหรือเมื่อขับรถกลางคืนแล้วเห็นไฟหน้ารถที่ขับสวนมาแตกกระจาย ผู้ป่วยบางรายเห็นภาพซ้อนเมื่อดูด้วยตาข้างเดียว หากทิ้งไว้นานจนต้อสุก จะเห็นตาเป็นฝ้าขาวตรงกลาง ซึ่งในปัจจุบันพบได้น้อยลงเนื่องจากผู้ป่วยเข้าถึงการตรวจตาได้ง่ายขึ้น
หากท่านมีอาการดังกล่าว ควรตรวจตากับจักษุแพทย์ เพื่อตรวจดูว่าท่านมีภาวะต้อกระจกหรือไม่ หรือมีภาวะอื่นร่วมด้วย

สาเหตุของต้อกระจก

ต้อกระจกส่วนใหญ่เกิดจากความเสื่อมตามวัย ส่วนมากพบในผู้ที่มีอายุมากกว่า 65 ปี โดยอายุที่เพิ่มมากขึ้น จะทำให้โปรตีนในเลนส์เกิดการเปลี่ยนแปลง และทำให้ความใสของเลนส์ตาลดลง
ผลจากยาบางชนิด เช่น สเตียรอยด์ชนิดทาน หรือหยอด
มีโรคประจำตัวที่ส่งเสริมให้เกิดต้อกระจก เช่น เบาหวาน โรคอ้วน
เคยได้รับการบาดเจ็บและอุบัติเหตุทางตา มีการอักเสบหรือติดเชื้อบริเวณตา
 มีประวัติคนในครอบครัวเป็นต้อกระจก

การป้องกันต้อกระจก

เนื่องจากสาเหตุหลักของต้อกระจก คือ ความเสื่อมของเลนส์แก้วตาตามวัย ในปัจจุบันจึงยังไม่มียากินหรือยาหยอดตาที่สามารถป้องกันต้อกระจกได้ อย่างไรก็ตาม พบว่า ผู้ที่ทำงานโดนแดดจัดๆเป็นเวลานานๆ เลนส์แก้วตาจะเสื่อมเร็วกว่าคนที่ไม่โดนแดด จึงแนะนำให้สวมใส่แว่นกันแดดเวลาออกแดดจัดๆ

การรักษาต้อกระจก

ต้อกระจกสามารถรักษาให้หายขาดได้โดยการผ่าตัดเพียงอย่างเดียวเท่านั้น เนื่องจากไม่มียาใดๆรักษาได้ โดยการผ่าตัดต้อกระจกเป็นการผ่าตัดที่มีความปลอดภัยสูง มีโอกาสในการติดเชื้อน้อยกว่า 1 เปอร์เซนต์ สามารถมองเห็นได้ดีขึ้นมากกว่า 95 เปอร์เซ็นต์ หลังการนำเลนส์ที่ขุ่นออก จะมีการวางเลนส์แก้วตาเทียมใหม่เข้าไป ซึ่งจะอยู่ในตาอย่างถาวร ต้อกระจกจะไม่กลับมาเป็นอีก

ปัจจุบันการรักษาแบ่งเป็น 2 วิธีคือ

1. การผ่าตัดเปิดแผลเพื่อนำเลนส์แก้วตาออกมา (ECCE) เปิดแผลบริเวณขอบตาดำด้านบนยาวประมาณ 10 มม. เพื่อนำเลนส์ออกมา จากนั้นจึงใส่เลนส์แก้วตาเทียม และเย็บปิดแผล
2. การผ่าตัดแผลเล็ก และใช้การสลายต้อกระจกด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง (Phacoemulsification) แผลผ่าตัดมีขนาดเล็กเพียง 2.2-3.0 มม. และใส่เลนส์แก้วตาเทียมชนิดพับได้ ทำให้ใช้เวลาผ่าตัดน้อยกว่า ผู้ป่วยกลับมามองเห็นชัดได้เร็วกว่า ไม่ต้องเย็บแผล จักษุแพทย์ที่ชำนาญสามารถทำการผ่าตัดได้โดยใช้การหยอดยาชาเฉพาะที่ ไม่ต้องฉีดยาหรือดมยาสลบ การผ่าตัดจึงมีความปลอดภัยขึ้น ในปัจจุบันถือเป็นวิธีมาตรฐานในการรักษาต้อกระจก
ทั้งนี้ ผู้ที่จะเข้ารับการรักษาต้อกระจก ควรได้รับการตรวจและประเมินสภาพตาโดยละเอียดก่อน เพื่อให้แพทย์พิจารณาว่าสภาพตาของท่านเหมาะสมกับการรักษาหรือไม่ และเลนส์แก้วตาเทียมชนิดใดเหมาะสมกับสภาพตาของท่านมากที่สุด การเลือกใช้เครื่องมือและอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ทันสมัย และมีคุณภาพสูงเทียบเท่าต่างประเทศ เป็นหนึ่งสิ่งสำคัญที่โรงพยาบาลพระรามเก้านำมาใช้ในการรักษาเพื่อให้คนไข้สามารถกลับมามองเห็นได้ดีที่สุด

ชนิดของเลนส์แก้วตาเทียมตามความเหมาะสม มี 4 ชนิด ได้แก่

1.เลนส์แก้วตาเทียมชนิดมาตรฐาน (Standard IOL) เป็นเลนส์ต้นแบบของเลนส์แก้วตาเทียม สีใส กรองแสง UV ได้ โฟกัสระยะไกล ทำให้คนไข้สามารถกลับมามองเห็นได้ดี
2.เลนส์แก้วตาเทียมชนิดเพิ่มความชัด (Aspheric IOL) พัฒนาจากเลนส์มาตรฐานโดยใช้เทคโนโลยี Wave front ทำให้ภาพตกลงบนจอประสาทตาที่จุดเดียว มีความคมชัดมากขึ้น บางยี่ห้อตัวเลนส์มีสีเหลืองใสใกล้เคียงเลนส์ธรรมชาติเพื่อกรองแสงสีฟ้า ลดผลกระทบในระยะยาวต่อจอประสาทจากแสงสีฟ้า
3. เลนส์แก้วตาเทียมหลายโฟกัส (Multifocal IOL) ออกแบบเลียนแบบแว่นสายตาชนิด Progressive lens คือ สามารถมองได้หลายระยะ ใช้เทคโนโลยีพิเศษในการปรับโฟกัสไกลและใกล้ตามกิจกรรมที่ทำและสภาวะของแสง จากการศึกษาพบว่า มากว่า 80% ของผู้ใช้เลนส์ชนิดนี้ ไม่ต้องพึ่งพาแว่นสายตา
4. เลนส์แก้วตาเทียมชนิดสำหรับผู้ที่มีปัญหาสายตาเอียง (Toric IOL) แก้ไขสายตาเอียงที่เกิดจากกระจกตา ออกแบบให้มีความโค้งทางด้านหลังของเลนส์ไม่เท่ากันเพื่อชดเชยความโค้งของกระจกตาที่ไม่เท่ากัน
สำหรับเลนส์แก้วตาเทียม จะมีอายุการใช้งานได้นานตลอดชีพ มากกว่า 95%ของผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาต้อกระจกและได้รับการใส่เลนส์แก้วตาเทียมจะมีสายตาที่ดีขึ้น มีน้อยรายที่เยื่อรองรับเลนส์แก้วตาเทียมอาจมีการขุ่นตัว หลังจากใส่เลนส์ไปเป็นเวลาหลายปี สายตาที่เคยเห็นได้ชัดเจนหลังผ่าตัดใหม่ๆ จะค่อยๆ มัวลงบ้าง จักษุแพทย์สามารถแก้ปัญหานี้ได้อย่างรวดเร็วและง่ายดาย โดยไม่มีความเจ็บปวด ด้วยการใช้ แย็กเลเซอร์ (Yag Laser) เพื่อขจัดความขุ่นตัวของเยื่อรองรับเลนส์ให้หมดไปได้ทันที
การฝังเลนส์แก้วตาเทียม ไม่มีผลกระทบกระเทือนจากการทำงานหนักแต่อย่างใด ยกเว้นต้องระวังอย่าให้ตาข้างนั้นโดนกระแทกโดยตรงอย่างรุนแรง เพราะเลนส์ที่ใส่ไว้จะเคลื่อนที่ได้ และทำให้ตามัวลงทันที
การฝังเลนส์เทียม เป็นการฝังเลนส์ไว้อย่างถาวรไปตลอดชีวิต โดยไม่มีการเปลี่ยนขนาดอีก เพราะถ้าต้องเปลี่ยนก็ต้องผ่าตัดใหม่อีกครั้ง มักไม่พบอาการแทรกซ้อนจากการใส่เลนส์เทียมถ้าผู้ป่วยได้รับการผ่าตัดสลายต้อกระจกได้อย่างเรียบร้อยและถูกวิธีตั้งแต่แรก
ทั้งนี้ ผู้ป่วยที่เป็นต้อกระจกไม่จำเป็นต้องผ่าตัดทันทีหลังตรวจพบ เนื่องจากภาวะต้อกระจกสามารถปล่อยทิ้งไว้ได้หลายปี หากยังไม่มีปัญหาการมองเห็นในชีวิตประจำวัน แต่อย่างไรก็ตามหาก ต้อกระจกแข็งหรือสุกเกินไป จะทำให้ต้อกระจกแข็งมากขึ้น การผ่าตัดยากมากขึ้น หรือเกิดอาการต้อหินแทรกซ้อนได้ ดังนั้นจึงควรตรวจติดตามเป็นระยะๆกับจักษุแพทย์