บทความสุขภาพ

Knowledge

รู้เท่าทันอันตราย มะเร็งต่อมน้ำเหลือง เฝ้าระวังก่อนสายเกินแก้

นพ. ปณชัย ศิลป์สัมฤทธิ์

รู้เท่าทันอันตราย มะเร็งต่อมน้ำเหลือง เฝ้าระวังก่อนสายเกินแก้

"ต่อมน้ำเหลือง" เปรียบเสมือนด่านหน้าของระบบภูมิคุ้มกันที่กระจายอยู่ทั่วร่างกาย มีหน้าที่ผลิตเม็ดเลือดขาวเพื่อต่อสู้กับเชื้อโรคและสิ่งแปลกปลอม แต่เมื่อเซลล์ในระบบน้ำเหลืองเกิดความผิดปกติและเติบโตจนควบคุมไม่ได้ นั่นคือจุดเริ่มต้นของ มะเร็งต่อมน้ำเหลือง

เพราะโรคร้ายนี้มักแฝงตัวมาอย่างเงียบเชียบ การหมั่นสังเกตความผิดปกติของร่างกายจึงสำคัญที่สุด ยิ่งตรวจพบในระยะเริ่มต้น โอกาสในการรักษาให้หายขาดก็ยิ่งสูงขึ้น อย่ารอจนอาการลุกลาม เพราะการ "รู้เร็ว" คือกุญแจสำคัญที่ช่วยรักษาชีวิตได้


Key Takeaways


  • มะเร็งต่อมน้ำเหลืองเป็นความผิดปกติของเซลล์ในระบบน้ำเหลือง ทำให้มีการแบ่งตัวแบบผิดปกติโดยที่ไม่สามารถควบคุมได้ ทำให้ต่อมน้ำเหลืองโตผิดปกติ
  • มะเร็งต่อมน้ำเหลืองมีสองประเภทหลัก คือ มะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดฮอดจ์กิน และ มะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดนอนฮอดจ์กิน
  • หากตรวจพบมะเร็งต่อมน้ำเหลืองไว และยังอยู่ในระยะแรก ๆ สามารถยับยั้งการเติบโตของเซลล์มะเร็งและมีโอกาสรักษาให้หายขาดได้สูงขึ้น

ทำความรู้จักโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองคืออะไร


มะเร็งต่อมน้ำเหลือง (Lymphoma) คือ โรคที่เกิดจากความผิดปกติของเซลล์ในระบบน้ำเหลือง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของระบบภูมิคุ้มกัน เมื่อเซลล์เหล่านี้เจริญเติบโตผิดปกติและขยายจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจึงทำให้เกิดลักษณะของต่อมน้ำเหลืองโตผิดปกติ โดยการเกิดมะเร็งต่อมน้ำเหลืองสามารถเกิดขึ้นได้ในหลาย ๆ ตำแหน่งของร่างกายที่มีต่อมน้ำเหลืองอยู่ อาทิ คอ รักแร้ ขาหนีบ ช่องท้อง และตามข้อพับต่าง ๆ


การเกิดมะเร็งต่อมน้ำเหลืองอาจเริ่มต้นจากการคลำพบที่จุดใดจุดหนึ่ง เมื่อถึงระยะลุกลาม อาจมีการกระจายตัวไปยังจุดอื่นได้


ชนิดของมะเร็งต่อมน้ำเหลือง


โรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองสามารถแบ่งเป็น 2 ชนิดหลัก คือ มะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดนอนฮอดจ์กิน และ มะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดฮอดจ์กิน ซึ่งมีความแตกต่างกันดังนี้


  • มะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดนอนฮอดจ์กิน (Non-Hodgkin’s Lymphoma : NHL)
    เป็นมะเร็งที่เกิดจากเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิด B-Cell หรือ T-Cell หรือ NK-Cell เกิดการแบ่งตัวผิดปกติแบบควบคุมไม่ได้ ซึ่งการแพร่กระจายของมะเร็งจะไม่ได้เป็นลำดับเช่นเดียวกับชนิดฮอดจ์กิน โดยมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดนี้เป็นชนิดมะเร็งที่พบได้บ่อย 90% และพบได้ในทุกช่วงอายุ โดยเฉพาะผู้สูงอายุ
  • มะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดฮอดจ์กิน (Hodgkin’s Lymphoma : HL)
    เป็นมะเร็งที่เกิดจากเซลล์เม็ดเลือดขาวที่มีลักษณะของ Hodgkin Reed-Sternberg Cell หรือเซลล์มีขนาดใหญ่และมีนิวเคลียสหลายอัน ซึ่งจะมีการแพร่กระจายเป็นลำดับจากต่อมน้ำเหลืองที่อยู่ใกล้กัน โดยจะค่อย ๆ เริ่มจากคอ รักแร้ ลงไปขาหนีบ มะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดนี้พบได้ 10% และมักพบในวัยเด็ก วัยรุ่น หรือวัยสูงอายุ

มะเร็งต่อมน้ำเหลืองมีอาการอย่างไร 7 สัญญาณเตือนที่ต้องรีบเช็ก


ผู้ป่วยโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองมักมาพร้อมกับอาการที่ดูเหมือนการเจ็บป่วยทั่วไป แต่จุดที่แตกต่างคือ อาการเหล่านี้มักไม่หายไปและจะเป็นเรื้อรัง หากคุณหรือคนใกล้ชิดมีอาการดังต่อไปนี้ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียด


  • มีก้อนบวมที่กดแล้ว "ไม่เจ็บ"
    นี่คือสัญญาณที่พบบ่อยที่สุด โดยจะคลำพบก้อนนูนขึ้นมาตามบริเวณที่มีต่อมน้ำเหลือง เช่น ลำคอ, รักแร้, หรือขาหนีบ ก้อนเหล่านี้มักจะโตขึ้นเรื่อยๆ และมักจะไม่มีอาการเจ็บปวด ซึ่งต่างจากการอักเสบติดเชื้อทั่วไป
  • มีไข้เรื้อรังโดยหาสาเหตุไม่ได้
    มีอาการตัวร้อน มีไข้ต่ำๆ หรือไข้สูงสลับกัน เป็นติดต่อกันนานเกิน 2 สัปดาห์ โดยที่ไม่ได้มีอาการเป็นหวัดหรือติดเชื้อที่ชัดเจน
  • เหงื่อออกชุ่มตัวในตอนกลางคืน
    แม้จะนอนในห้องแอร์หรืออากาศเย็น แต่กลับมีเหงื่อออกมากจนเปียกโชกถึงเสื้อผ้าหรือผ้าปูที่นอน (Night Sweats)
  • น้ำหนักลดลงอย่างรวดเร็ว
    น้ำหนักตัวลดลงมากกว่า 10% ของน้ำหนักตัวเดิม ภายในระยะเวลา 6 เดือน โดยที่ไม่ได้อดอาหารหรือออกกำลังกายอย่างหนัก
  • อาการคันตามผิวหนัง
    มีอาการคันยิบๆ ตามตัวเรื้อรัง หรือมีผื่นขึ้น โดยที่ไม่มีอาการแพ้หรือโรคผิวหนังอื่นๆ ร่วมด้วย
  • อ่อนเพลียต่อเนื่อง (Fatigue)
    รู้สึกเหนื่อยง่าย เพลียตลอดเวลา แม้จะพักผ่อนเพียงพอแล้วก็ตาม
  • อาการเฉพาะจุด (ตามตำแหน่งที่ก้อนมะเร็งกดทับ) เช่น
    • แน่นหน้าอก/ไอเรื้อรัง: หากก้อนเกิดในช่องอก
    • ปวดท้อง/ท้องอืด: หากก้อนเกิดในช่องท้อง
    • แขนขาบวม: หากก้อนมะเร็งไปกดทับทางเดินน้ำเหลืองหรือเส้นเลือด

ข้อควรระวัง: หากคลำพบก้อนที่โตขึ้นเรื่อยๆ หรือมีอาการ "ไข้-เหงื่อออก-น้ำหนักลด" ร่วมกัน (ทางแพทย์เรียกว่า B-Symptoms) ไม่ควรนิ่งนอนใจ เพราะการตรวจพบไวในระยะเริ่มต้น ช่วยเพิ่มโอกาสในการรักษาให้หายขาดได้มากขึ้น


สาเหตุและปัจจัยเสี่ยงที่อาจก่อให้เกิดโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลือง


สัญญาณมะเร็งต่อมน้ำเหลือง

โดยปกติระบบน้ำเหลืองมีหน้าที่สร้างและลำเลียงเซลล์เม็ดเลือดขาว เพื่อต่อสู้กับเชื้อโรคและสิ่งแปลกปลอมต่าง ๆ ในร่างกาย แต่เมื่อเซลล์เม็ดเลือดขาวเกิดการกลายพันธุ์ ทำให้มีการแบ่งตัวผิดปกติ จึงพัฒนาเป็นเซลล์มะเร็งและสะสมอยู่ในต่อมน้ำเหลืองหรืออวัยวะอื่นในระบบน้ำเหลือง


โดยมีปัจจัยเสี่ยงหลายประการที่ทำให้เกิดโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลือง ได้แก่


  • ความผิดปกติของยีนซึ่งเกิดขึ้นภายหลัง เป็นการกลายพันธุ์ของเซลล์เม็ดเลือดขาวที่เกิดขึ้นภายหลัง ไม่ใช่โรคที่ถ่ายทอดทางกรรมพันธุ์โดยตรง
  • การติดเชื้อไวรัสและแบคทีเรียบางชนิด
  • ภาวะภูมิคุ้มกันต่ำ เช่น การติดเชื้อ HIV หรือผู้ป่วยหลังปลูกถ่ายอวัยวะ
  • โรคทางภูมิคุ้มกันบางชนิด เพิ่มความเสี่ยงมากขึ้น เช่น โรคแพ้ภูมิตัวเอง (SLE) โรครูมาตอยด์
  • การใช้ยาบางชนิด โดยเฉพาะยากดภูมิ ยาเคมีบำบัด
  • ได้รับสารพิษต่าง ๆ เช่น ยาฆ่าเเมลง ยาฆ่าวัชพืช
  • อายุที่มากขึ้น เซลล์ในร่างกายมีโอกาสที่จะกลายพันธุ์มากกว่าผู้ที่มีอายุน้อย

ทั้งนี้ ผู้ป่วยมะเร็งต่อมน้ำเหลืองส่วนหนึ่ง อาจไม่พบสาเหตุที่ชัดเจน


การวินิจฉัยมะเร็งต่อมน้ำเหลือง


  1. การตรวจร่างกาย (Physical Exam)
    แพทย์จะคลำบริเวณต่อมน้ำเหลืองที่บวม เช่น คอ รักแร้ ขาหนีบ รวมถึงตรวจดูขนาดของตับและม้ามว่าโตผิดปกติหรือไม่
  2. การเจาะเลือด (Blood Test)
    เพื่อเช็กความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด (CBC) ดูการทำงานของตับ ไต และหาค่าบ่งชี้การอักเสบหรือความผิดปกติทางระบบเลือด
  3. การตรวจชิ้นเนื้อ (Biopsy)
    “สำคัญที่สุด”เป็นการนำตัวอย่างเนื้อเยื่อจากต่อมน้ำเหลืองที่สงสัยไปส่องกล้องจุลทรรศน์โดยพยาธิแพทย์ เพื่อยืนยันว่าเป็นมะเร็งจริงหรือไม่ และเป็นชนิดไหน (ซึ่งส่งผลต่อวิธีการรักษา)
  4. การตรวจทางรังสี (Imaging Tests)
    หากพบว่าเป็นมะเร็ง แพทย์จะใช้การเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT Scan) หรือการตรวจ PET/CT Scan เพื่อดูการกระจายของโรคและระบุระยะของมะเร็งให้ชัดเจน
  5. การตรวจไขกระดูก (Bone Marrow Aspiration)
    ในบางกรณี แพทย์อาจจำเป็นต้องตรวจไขกระดูกเพิ่มเติมเพื่อความแม่นยำในการวินิจฉัย โดยมีวัตถุประสงค์หลักดังนี้
    • เช็กการลุกลามของโรค: เพื่อตรวจสอบว่าเซลล์มะเร็งกระจายเข้าสู่ระบบการสร้างเม็ดเลือดในไขกระดูกแล้วหรือยัง ซึ่งมีผลต่อการกำหนดระยะของโรคและการเลือกวิธีรักษา
    • หาสาเหตุความผิดปกติของเม็ดเลือด: ช่วยระบุสาเหตุของภาวะโลหิตจาง (ซีด) หรือเกล็ดเลือดต่ำ ซึ่งอาจเกิดจากการที่เซลล์มะเร็งเข้าไปเบียดบังการทำงานของไขกระดูกจนไม่สามารถสร้างเม็ดเลือดปกติได้
    • วินิจฉัยในกรณี "ไม่มีก้อน": สำหรับผู้ป่วยบางรายที่ ไม่พบอาการต่อมน้ำเหลืองโตชัดเจน หรือไม่มีอาการผิดปกติภายนอกเลย แต่มีความผิดปกติในระบบเลือด การเจาะตรวจไขกระดูกจะเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยให้ตรวจพบเซลล์มะเร็งต่อมน้ำเหลืองที่แฝงตัวอยู่ได้

แนวทางการรักษามะเร็งต่อมน้ำเหลือง


มะเร็งต่อมน้ำเหลือง รักษา

มะเร็งต่อมน้ำเหลือง เป็นหนึ่งในมะเร็งไม่กี่ชนิดที่มีโอกาสรักษาให้หายขาดได้สูง แม้จะตรวจพบในระยะลุกลาม ด้วยการรักษาที่ถูกต้องและรวดเร็ว ผสมผสานกับเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ทันสมัยในปัจจุบัน ผู้ป่วยก็สามารถกลับมามีสุขภาพที่ดีได้อีกครั้ง


เป้าหมายหลักของการรักษาคือการกำจัดเซลล์มะเร็งให้หมดไป และช่วยให้คนไข้กลับมาใช้ชีวิตปกติได้อีกครั้ง โดยแพทย์จะพิจารณาจาก ชนิดของมะเร็ง, ระยะของโรค, และสุขภาพโดยรวมของผู้ป่วย ซึ่งมีวิธีหลักๆ ดังนี้


  • การให้ยาเคมีบำบัด (Chemotherapy)
    เป็นการใช้ยาเพื่อยับยั้งและทำลายเซลล์มะเร็งที่เจริญเติบโตเร็ว ปัจจุบันมีการพัฒนาสูตรยาให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้นและช่วยลดอาการข้างเคียงลงได้มากกว่าในอดีต
  • การใช้ยามุ่งเป้า (Targeted Therapy)
    นวัตกรรมการรักษาที่แม่นยำ โดยยาจะเข้าไปทำลายเฉพาะเซลล์มะเร็งโดยตรง โดยไม่ส่งผลกระทบต่อเซลล์ปกติในร่างกาย ช่วยเพิ่มโอกาสการหายขาดและลดผลข้างเคียงจากการรักษา
  • การใช้ภูมิคุ้มกันบำบัด (Immunotherapy)
    เป็นการใช้ยาเพื่อกระตุ้นให้ "ระบบภูมิคุ้มกัน" ของผู้ป่วยเองกลับมาจดจำและทำลายเซลล์มะเร็งได้อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นอีกหนึ่งวิธีที่ได้ผลดีมากในปัจจุบัน
  • การฉายรังสี (Radiation Therapy)
    ใช้รังสีพลังงานสูงเฉพาะจุดเพื่อทำลายก้อนมะเร็งในกรณีที่รอยโรคอยู่เฉพาะที่ หรือมักใช้ควบคู่กับเคมีบำบัดและยามุ่งเป้าในกรณีที่ขนาดก้อนมะเร็งโตมาก
  • การปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิต (Stem Cell Transplantation)
    ในกรณีที่โรคกลับมาเป็นซ้ำหรือดื้อต่อการรักษาแบบปกติ แพทย์อาจพิจารณาใช้การปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิต เพื่อกำจัดเซลล์มะเร็งที่หลงเหลืออยู่ สร้างระบบเลือดและภูมิคุ้มกันใหม่ให้แข็งแรงขึ้น
  • นวัตกรรมเซลล์บำบัด CAR T-cell Therapy
    นวัตกรรมที่เป็นความหวังใหม่ หนึ่งในความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีทางการแพทย์ ที่มีประสิทธิภาพในการรักษาจำเพาะเจาะจงต่อเซลล์มะเร็งสูง เป็นทางเลือกที่ช่วยเพิ่มโอกาสการรักษาให้หายขาด แม้ในรายที่เคยผ่านการรักษาด้วยวิธีอื่นแล้วไม่เป็นผล โดยการนำเม็ดเลือดขาวของผู้ป่วยมา "ติดอาวุธ" ในห้องแล็บให้กลายเป็น "เซลล์นักล่ามะเร็ง" แล้วฉีดกลับเข้าสู่ร่างกาย เป็น “Living drug” ต่างจากการใช้ยาเคมีบำบัดที่ออกฤทธิ์แล้วสลายไป แต่ CAR T-cell เซลล์เหล่านี้จะ มีชีวิตอยู่ เติบโต และขยายจำนวนเพิ่มขึ้นเองได้ ภายในร่างกายของคนไข้

วิธีการดูแลตัวเองสำหรับผู้ป่วยมะเร็งต่อมน้ำเหลือง


วิธีการดูแลตัวเองสำหรับผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลืองคือการรักษาสุขภาพให้แข็งแรง เพื่อให้ระบบภูมิคุ้มกันทำงานได้เป็นปกติ และช่วยให้ระบบอื่น ๆ ในร่างกายทำงานได้เป็นอย่างดี ซึ่งสามารถดูแลตนเองได้ด้วยวิธีดังนี้


  • นอนหลับให้เพียงพอ ให้ร่างกายสามารถฟื้นฟูซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • เพิ่มโภชนาการทางด้านอาหาร อาหารที่เหมาะสมสำหรับผู้ป่วยควรเป็นอาหารที่สุก สะอาด ย่อยง่าย ง่ายต่อการเคี้ยวกลืน และมีเส้นใยสูงจากผัก
  • การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
  • ควบคุมน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ
  • หลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยงที่กระตุ้นให้เกิดเซลล์มะเร็ง เช่น สูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์ การรับประทานอาหารไหม้เกรียม

นอกจากนี้การได้รับกำลังใจจากคนในครอบครัวและเพื่อน เป็นสิ่งที่สำคัญสำหรับผู้ป่วยโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองที่จะมีกำลังใจในการต่อสู้กับโรคต่อไป


ความหวังในการเอาชนะมะเร็งต่อมน้ำเหลือง ที่โรงพยาบาลพระรามเก้า


เพราะ "มะเร็งต่อมน้ำเหลือง" เป็นหนึ่งในโรคมะเร็งเพียงไม่กี่ชนิดที่มี โอกาสรักษาให้หายขาดได้สูง หากตรวจพบเร็วและได้รับการรักษาที่ถูกต้อง ด้วยนวัตกรรมทางการแพทย์ที่ก้าวไกลในปัจจุบัน ทั้งการใช้ยามุ่งเป้า ภูมิคุ้มกันบำบัด และเซลล์บำบัด CAR T-cell เราพร้อมเปลี่ยนความกังวลให้กลายเป็นความหวัง เพื่อให้คุณกลับมาใช้ชีวิตที่สดใสได้อีกครั้ง


อย่ารอให้สัญญาณเตือนผ่านไป... เริ่มต้นดูแลวันนี้


หากคุณพบก้อนผิดปกติ หรือมีอาการน่าสงสัย อย่าปล่อยให้ความลังเลพรากโอกาสในการรักษาไปจากคุณ ที่โรงพยาบาลพระรามเก้า มีทีมแพทย์เฉพาะทางด้านโลหิตวิทยา พร้อมดูแลคุณด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยและการดูแลที่เข้าใจหัวใจผู้ป่วย


สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม



คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับมะเร็งต่อมน้ำเหลือง


1. ภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดจากมะเร็งต่อมน้ำเหลืองมีอะไรบ้าง?


  • การกดเบียดอวัยวะข้างเคียง ยิ่งก้อนเนื้อมะเร็งมีขนาดใหญ่ ยิ่งมีโอกาสส่งผลกระทบต่อการทำงานของอวัยวะรอบข้าง
  • การทำงานผิดปกติของอวัยวะที่มีการกระจายของมะเร็งต่อมน้ำเหลืองไปยังอวัยวะนั้น ๆ เช่น กระจายไปที่สมอง ทำให้ปวดศีรษะ ซึม อาการคล้ายอัมพฤกษ์หรืออัมพาต กระจายไปที่ตับ ส่งผลให้การทำงานของตับแย่ลง ตัวเหลือง ตาเหลือง เป็นต้น
  • ระบบภูมิคุ้มกันทำงานผิดปกติไปทำลายเซลล์เม็ดเลือด หรือภูมิคุ้มกันทำงานบกพร่อง เสี่ยงต่อการติดเชื้อรุนแรง

2. ปกติแล้วต่อมน้ำเหลืองสามารถคลำเจอไหม?


ปกติแล้วต่อมน้ำเหลืองไม่สามารถคลำเจอได้ ยกเว้นผู้ที่ผอมมาก ๆ อาจคลำเจอต่อมน้ำเหลืองเป็นก้อนเล็ก ๆ ได้ แต่กรณีคลำเจอก้อนทั้ง ๆ ที่ปกติไม่เคยคลำเจอมาก่อน และก้อนมีขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ แนะนำให้เข้าพบแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัย


References


National Cancer Institute. (2024). Adult Non-Hodgkin Lymphoma Treatment (PDQ®)–Patient Version. https://www.cancer.gov/types/lymphoma/patient/adult-nhl-treatment-pdq


American Cancer Society. (n.d.). Lymphoma – Signs and Symptoms. https://www.cancer.org/cancer/lymphoma/detection-diagnosis-staging/signs-symptoms.html


Mayo Clinic. (n.d.). Lymphoma – Symptoms and causes. https://www.mayoclinic.org/diseases-conditions/lymphoma/symptoms-causes

แพ็กเกจที่เกี่ยวข้อง (9)

ดูทั้งหมด

บทความที่เกี่ยวข้อง (10)

ดูทั้งหมด

Copyright © 2024 All Rights Reserved | Praram 9 Hospital